พายุฤดูร้อนถล่มชาวบ้านตำบลท่าแร่ จ.สกลนคร

ภาพความเสียหายจาก พายุฤดูร้อน ถล่มชาวบ้านตำบลท่าแร่ จ.สกลนคร สกลนครไกด์ขอเอาใจช่วยให้ผ่านอุปสรรคนี้ได้โดยเร็วนะครับ

ขอเชิญร่วมงานฉลองสมโภชพระนาคปรก7เศียร วัดถ้ำผาแด่น

ขอเชิญร่วมงานฉลองสมโภช พระนาคปรก 7 เศียร -ศาลาการเปรียญ

ขอเชิญร่วมงานฉลองสมโภช พระนาคปรก 7 เศียร -ศาลาการเปรียญ และร่วมปฏิบัติธรรมบวชชีพราหมณ์
พระพุทธมหาราชานาคาบรีรักษ์ และศาลามหาโชค
ณ วัดถ้ำผาแด่น บ.ดงน้อย ต.ดงมะไฟ อ.เมือง จ.สกลนคร
วันที่ 7 พ.ค.2562 หลวงปู่ภูพาน วัดภูดินแดง จ.สกลนคร แสดงพระธรรมเทศนา
วันที่ 8 พ.ค.2562 พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต วัดสร้อยทอง แสดงพระธรรมเทศนา
วันที่ 9 พ.ค.2562 พระอาจารย์ตุ้ม วัดป่าวังเกาะเกิ้ง จ.มหาสารคาม แสดงพระธรรมเทศนา

สถานที่ตั้ง ::

วัดถ้ำพวง

วัดถ้ำพวง

วัดถ้ำพวง ตั้งอยู่บนยอดภูผาเหล็ก ภายในวัด เป็นที่ตั้งของ สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ที่จำลองมาจากประเทศอินเดีย และพิพิธภัณฑ์พระอาจารย์วัน อุตตโม ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว

ในปี พ.ศ. 2514 ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ได้นำคณะศิษยานุศิษย์ร่วมกันสร้างถนนขึ้นสู่ยอดเขาภูผาเหล็กซึ่งมีถ้ำอีกแห่งหนึ่งมีชื่อว่า “ถ้ำพวง” ด้วยความสามัคคีพร้อมเพรียงแห่งแรงศรัทธา ได้ร่วมกันสร้างถนนจนเสร็จเรียบร้อยเป็นระยะทางรวมทั้งสิ้น 5 กิโลเมตร พร้อมทั้งได้สร้างวัดขึ้นด้วยคือ “วัดถ้ำพวง” บนยอดเขาภูผาเหล็ก (เป็นส่วนหนึ่งของวัดถ้ำอภัยดำรงธรรม) แต่ชาวบ้านโดยทั่วไปมักชอบเรียกว่า “วัดถ้ำพวง” จากนั้นได้สร้างอาคารเสนาสนะ และได้สร้างพระพุทธรูปปางนาคปรกหน้าตักกว้าง 5 เมตร ไว้ ณ ถ้ำพวง นามว่า “พระมงคลมุจลินท์” พร้อมทั้งได้สร้างวิหารครอบองค์พระพุทธรูปเป็นที่เรียบร้อยในเวลาต่อมาเมื่อท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2523 ด้วยอุบัติเหตุเครื่องบินตกที่ตำบลคลองหลวง อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เจ้าคณะจังหวัดสกลนคร (ธ) ได้แต่งตั้ง พระอธิการหลอ นาถกโร เป็นเจ้าอาวาสวัดถ้ำอภัยดำรงธรรม สืบแทนตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2523 เป็นต้นมาจนได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น “พระครูอุดมญาณโสภณ” จนถึงปัจจุบัน ท่านได้ทำนุบำรุงและพัฒนาวัดถ้ำพวงจนเป็นที่รู้จักของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป

สถานที่ตั้ง : วัดถ้ำพวง ภูผาเหล็ก บ้านท่าวัด ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร

วัดถ้ำผาแด่นสกลนคร แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

วัดถ้ำผาแด่น

วัดถ้ำผาแด่น อยู่บนเทือกเขาภูพาน บ้านดงน้อย ตำบลดงมะไฟ เป็นวัดเก่าแก่มีความเป็นมานับร้อยปี ภายในบริเวณวัดร่มรื่นไปด้วยต้นไม้และโขดหินขนาดใหญ่เหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนา ในอดีตมีพระเกจิอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐานหลายองค์มาจำพรรษาและปฏิบัติธรรมที่วัดนี้ เช่น พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ต่อมาปี พ.ศ. 2550 เจ้าอาวาสวัด คือ พระอาจารย์ปกรณ์ กนฺตวีโร ได้พัฒนาวัดให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมะเพื่อชักจูงประชาชนและกลุ่มวัยรุ่นให้เข้าวัดมากขึ้น


ภายในวัดเต็มไปด้วยงานประติมากรรมแกะสลักหินทรายขนาดใหญ่ แกะสลักเป็นเรื่องราวต่าง ๆ เช่น ภาพแกะสลักพระพุทธสีหไสยาสน์ ภาพแกะสลักพุทธประวัติ ตั้งแต่ประสูตb ตรัสรู้ และปรินิพพาน รอยพระพุทธบาทสี่รอยจำลอง ภาพแกะสลักหินทรายหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ ซึ่งแกะจากหินขนาดใหญ่ทั้งก้อน มีช้างหมอบด้านข้างและมีงูใหญ่คอยปกป้อง เป็นองค์ประธานให้ประชาชนได้กราบไหว้ ภาพพระอริยสงฆ์รูปต่าง ๆ ของไทย พญาครุฑเวสสุวรรณ และด้านบนของหินทรายแกะสลักก้อนหนึ่งมีเจดีย์ขนาดเล็กตั้งอยู่บนก้อนหินสีทองโดดเด่น เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุตามคติในศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนา คือ ภูเขาที่เป็นหลักของโลก ตั้งอยู่จุดศูนย์กลางของโลกหรือจักรวาล นอกจากนี้ยังมี ศาลายาใจคนบุญ ที่นำต้นไม้ขนาดใหญ่หายากอายุหลายร้อยปีมาทำเป็นเสาศาลาเป็นการอนุรักษ์ให้อนุชนรุ่นหลังได้ดู และยังมีลานชมทิวทัศน์ที่มองเห็นตัวเมืองสกลนครและทะเลสาบหนองหารได้แบบ 180 องศา

ที่ตั้ง : บ้านดงน้อย ตำบลดงมะไฟ อำเภอเมืองฯ จังหวัดสกลนคร


การเดินทาง

จากอำเภอเมืองสกลนคร ใช้ทางหลวงหมายเลข 213 เส้นทางไปจังหวัดกาฬสินธุ์ ผ่านสี่แยกบายพาส ตรงไปจะพบสามแยกที่บ้านศรีวิชา ให้เลี้ยวขวาซ้ายสู่ทางหลวงชนบทหมายเลข 2339 ตรงไปจนถึงโรงเรียนบ้านนากับแก้ พบสี่แยก ให้เลี้ยวขวา ตรงไปจนสุดทาง จะพบลานจอดรถวัดถ้ำผาแด่น จากนั้นต้องเปลี่ยนไปใช้บริการนั่งรถสองแถวระยะทาง 4 กิโลเมตร ค่าบริการรับ-ส่ง คนละ 20 บาท เพื่อขึ้นไปยังวัดซึ่งตั้งอยู่บนเขา รวมระยะทางจากอำเภอเมืองสกลนคร ประมาณ 21 กิโลเมตร

หรือเข้าดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/วัดถ้ำผาแด่น-สกลนคร-308055869326350/

“ทุงสะเทวี”คือใคร???

“ทุงสะเทวี”คือใคร ??

ตำนาน “นางสงกรานต์”

ตามจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กล่าวตามพระบาลีฝ่ายรามัญว่า ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ท้าวกบิลพรหม (หรือท้าวมหาพรหม) ผู้สถิตอยู่บนพรหมโลกชั้นที่ 3 มีหน้าที่สอดส่องดูแลมวลมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย เห็นว่าบนโลกมนุษย์มีเด็กน้อยธรรมบาลกุมาร เป็นผู้มีความรู้มาก จึงอยากจะลองภูมิ

พระองค์เสด็จลงมายังโลกมนุษย์เพื่อถามปัญหากับธรรมบาลกุมาร 3 ข้อ ได้แก่ ตอนเช้าศรีอยู่ที่ไหน? ตอนเที่ยงศรีอยู่ที่ไหน? และตอนค่ำศรีอยู่ที่ไหน?

โดยมีข้อแม้ว่า หากธรรมบาลกุมารตอบได้ถูก ท้าวกบิลพรหมก็จะตัดเศียรของตนเอง เพื่อบูชาธรรมบาลกุมาร แต่ถ้าธรรมบาลกุมารตอบไม่ได้ ท้าวกบิลพรหมจะตัดศีรษะธรรมบาลกุมารเสีย เมื่อธรรมบาลกุมารได้ยินปริศนานั้น ก็ขอเวลาไปหาคำตอบ 7 วัน

ผ่านไป 6 วัน ธรรมบาลกุมารก็ไม่สามารถขบคิดหาคำตอบของปริศนานั้นได้ ขณะที่พยายามคิดอยู่ใต้ต้นไม้ บังเอิญบนต้นไม้มีนกอินทรี 2 ตัวผัวเมียเกาะทำรังอยู่ ธรรมบาลกุมารได้ยินนกผัวเมียคุยกัน ถึงเรื่องที่ท้าวกบิลพรหมเสด็จมาถามปริศนากับตน โดยนกสามีได้เผลอบอกคำตอบของปริศนานั้นออกมาว่า…

“ตอนเช้า ศรีจะอยู่ที่หน้า คนจึงต้องล้างหน้าทุกๆ เช้า ตอนเที่ยง ศรีจะอยู่ที่อก คนจึงเอาเครื่องหอมประพรมที่อก(หรืออาบน้ำ) ส่วนตอนเย็น ศรีจะอยู่ที่เท้า คนจึงต้องล้างเท้าก่อนเข้านอน”

เมื่อเด็กน้อยธรรมบาลกุมารก็ได้ทราบคำตอบดังนั้นแล้ว วันรุ่งขึ้นเขาจึงนำคำตอบนี้ไปบอกท้าวกบิลพรหม พอพระองค์ทราบดังนั้นก็ตกใจที่เด็กน้อยสามารถตอบได้ถูก จึงต้องรักษาสัจจะด้วยการตัดเศียรตนเองเพื่อบูชาธรรมบาลกุมาร

“นางสงกรานต์ ทั้ง 7 องค์”

ก่อนจะตาย ท้าวกบิลพรหมได้เรียกธิดาทั้ง 7 องค์ ได้แก่ นางทุงสะเทวี, นางโคราคเทวี, นางรากษสเทวี, นางมัณฑาเทวี, นางกิริณีเทวี, นางกิมิทาเทวี, นางมโหทรเทวี ออกมาบอกกล่าวว่า เมื่อตัดเศียรตนเองแล้ว อย่าปล่อยให้เศียรหล่นลงพื้นแผ่นดินเด็ดขาด เพราะจะทำให้ไฟก็จะไหม้โลก อย่าโยนขึ้นไปบนอากาศ เพราะจะทำให้ฝนแล้ง และหากนำเศียรไปทิ้งในมหาสมุทร น้ำก็จะแห้งเหือดไปหมด มีวิธีเดียว คือ ธิดาต้องนำพานมารองรับเศียรของพระองค์

นางทุงสะเทวี ผู้เป็นธิดาองค์โต เป็นคนแรกที่นำพานมารองรับเศียรของท้าวกบิลพรหม จากนั้นนางทุงสะเทวีก็อัญเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมเวียนขวารอบเขาพระสุเมรุ 60 นาที แล้วเก็บรักษาไว้ในถ้ำคันธุลี ในเขาไกรลาศ

จากนั้นมาทุกๆ 1 ปี ธิดาของท้าวกบิลพรหมทั้ง 7 ก็จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาทำหน้าที่อัญเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมแห่ไปรอบเขาพระสุเมรุ เป็นเวลา 60 นาที แล้วประดิษฐานตามเดิม ในแต่ละปีนางสงกรานต์แต่ละนางจะทำหน้าที่ผลัดเปลี่ยนกันตามวันมหาสงกรานต์ แต่ละนางเป็นตัวแทนของวันต่างๆ ใน 1 สัปดาห์

“นางสงกรานต์” ปี 62 “ทุงสะเทวี”

มีข้อมูลจาก ฝ่ายโหรพราหมณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง ได้ออกประกาศสงกรานต์ปี 2562 ว่า “นางสงกรานต์” ประจำปีกุน หรือปี 2562 มีนามว่า “ทุงสะเทวี” เป็นมนุษย์ผู้หญิง ธาตุน้ำ เป็น “นางสงกรานต์” ประจำวันอาทิตย์ ทรงพาหุรัดทัดดอกทับทิม อาภรณ์แก้ว-ปัทมราค ภักษาหารอุทุมพร พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงสังข์ เสด็จนั่งมาเหนือหลังครุฑเป็นพาหนะ

คำทำนาย “สงกรานต์” 2562

นอกจากนี้ ฝ่ายโหรพราหมณ์ ยังมีคำทำนายเกี่ยวกับวันสงกรานต์ของประเทศไทยในปีนี้ว่า เอกศก จุลศักราช 1381 ทางจันทรคติเป็นปกติมาสวาร ทางสุริยคติเป็นปกติสุรทิน

วันที่ 14 เม.ย. เป็นวันมหาสงกรานต์ ตรงกับวันอาทิตย์ ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 5 เวลา 15 นาฬิกา 03 นาที 03 วินาที

วันที่ 16 เม.ย. เวลา 19.12 น. เปลี่ยนจุลศักราชใหม่เป็น 1381 ปีนี้วันจันทร์ เป็นธงชัย, วันเสาร์ เป็นอธิบดี, วันอาทิตย์ เป็นอุบาทว์, วันจันทร์ เป็นโลกาวินาศ, วันพฤหัสบดี เป็นอธิบดีฝน

ปีนี้ บันดาลให้ฝนตก 500 ห่า ตกในโลกมนุษย์ 50 ห่า ตกในมหาสมุทร 100 ห่า ตกในป่าหิมพานต์ 150 ห่า ตกในเขาจักรวาล 200 ห่า นาคให้น้ำ 3 ตัว เกณฑ์ธัญญาหาร ได้เศษ 2 ชื่อ วิบัติ ข้าวกล้าในภูมินาจะเกิดกิมิชาติ (ด้วงกับแมลง) จะได้ผลกึ่งเสียกึ่งเกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศีปถวี (ดิน) น้ำงามพอดี.

อ่านเพิ่มเติม :

– “แฟชั่น” ชุดไทยรับ “สงกรานต์ 62” สไตล์ “ชมพู่-ดิว-คริส-พิมพ์”

– พิธีสำคัญวัน “สงกรานต์” ทำไมต้อง “รดน้ำดำหัว” ผู้ใหญ่

– รวมที่เที่ยว “สงกรานต์ 62” จัดยิ่งใหญ่ทั่วกรุง!

ที่มา : th.wikipediaaksorn_q

ธิดากะเลิง2562 นางงามสงกรานต์ตำบลดงมะไฟ

ธิดากะเลิง2562 นางงามสงกรานต์ตำบลดงมะไฟ

ภาพกิจกรรมงานประกวด “ธิดากะเลิง 2562” ณ วัดสว่างวัฒนา ต.ดงมะไฟ อ.เมือง จ.สกลนคร วันที่ 16 เมษายน 2562 ในการประกวดครั้งนี้ มีทั้งหญิงแท้ และหญิงเทียม ส่งเข้าร่วมประกวดจำนวนมาก และการแสดงกิจกรรมต่างๆ ภายในวัดสว่างวัฒนา ร่วมเป็นกำลังใจให้กับช่างภาพโดยการเข้าไปกด LIKE ได้ที่ Facebook.com/sakonguide หรือติดต่องานถ่ายภาพได้ที่ ID LINE: itepsakon

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :: https://www.facebook.com/pg/sakonguide/photos/?tab=album&album_id=2579603562109747

 

ชนเผ่าไทลาว

ชนเผ่าไทลาว

กลุ่มชาติพันธุ์ไท-ลาว ถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นกลุ่มเก่าที่สุด อพยพเข้ามา ตั้งหลักแหล่งในแถบอีสาน โดยเฉพาะในจังหวัดสกลนครกลุ่มชาติพันธุ์ไทยลาวจะเป็นการอพยพจากบริเวณเขตจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดกาฬสินธุ์ มหาสารคราม ยโสธร เข้ามาอาศัยอยู่ตามเขตพื้นที่ๆเป็นเนินสูง/ โน เป็นโคก และมีลุ่มน้ำไหลผ่าน เพื่อทำมาหากินกับการปลูกข้าวและหาอยู่หากินกับ ลุ่มแม่น้ำ ดังนั้น กลุ่มไทยลาวจึงกระจัดกระจายอยู่ตามแหล่งดังกล่าว ในทุกเขตอำเภอของสกลนครและผสมผสานกับกลุ่มญ้อ ผู้ไท กะเลิง โย้ย มากที่สุดในเขตอําเภอสว่างแดนดิน
กลุ่มไท-ลาวได้รับอิทธิพลจากราชธานีเวียงจันทร์โบราณมีตัวอักษรไทยน้อย หรือตัวลาว อักษรธรรม หรือตัวขอม พูดภาษาไทย-ลาว (ภาษาอีสาน) เป็นกลุ่มผู้นำทางด้านวัฒนธรรมภาคอีสาน เช่น ฮีตสิบสอง และคองสิบสี่ ก่อเกิดการทำบุญตามเทศกาลในรอบปี ทำให้มีงานบุญพระเวส (พระเวสสันดร) บุญบั้งไฟ เป็นต้น และยังมีการสวดสรภัญญะเป็นการสวดหมู่ทำนองไพเราะ มีการไหว้ครูบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และสิ่งที่ควรเคารพบูชา มีสัญลักษณ์แห่งความศรัทธาในศาสนา การศรัทธาวัดพระธาตุเชิงชุม พระธาตุนารายณ์เจงเวงเป็นสถูปเจดีย์เพื่อการเคารพบูชา
การแต่งกายนิยมผ้าฝ้าย หากเป็นงานพิธีการจะนิยมผ้าไหม ผู้หญิงจะนุ่งผ้าซิ่นยาวปิดเข่าตกแต่งชายผ้าซิ่น เรียกว่า ตีนซิ่น ห่มสไบทับหรือผ้าเบี่ยง ฝ่ายชายจะนุ่งกางเกง ภาษาถิ่นเรียก “โซ่ง” เสื้อคอกลมผ้าหน้าติดกระดุม นิยมผ้าขาวม้าคาดเอว
อาหารของชาวไทยลาว จะรับประทานข้าวเหนียวเป็นหลัก อาหารของชาวไทยลาว คือ อาหารเครื่องจิ้ม เช่น แจ่วบอง ป่นนานาชนิด เช่น ป่นเขียด ป่นกบ ป่นปลา เป็นต้น ในงานเทศกาลสำคัญของชาวไทยลาวจะมีอาหารพิเศษ เช่น ลาบหมู ลาบไก่ ลาบปลา ลาบวัว ก้อยกุ้ง ก้อยเนื้อ ก้อยหอย เนื้อวัว – เนื้อควายย่าง แกงต่าง ๆ ของชาวไทยลาวจึงเรียกว่า อ่อม ส่วนอาหารหลักประจำวันคือส้มตำมะละกอ

ชนเผ่าภูไท

ชนเผ่าภูไท

        คำว่า “ผู้ไทย” บางท่านมักเขียนว่า “ภูไท” ผู้ไทย คำว่าหรือ “พู้” เป็นสำเนียง ออกเสียงคำพูด ของคนภูไท แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตเขียนว่า “ผู้ไทย”ถิ่นฐานดั้งเดิมชาวผู้ไทยอยู่ในแค้วนสิบสองจุไทย และแค้วนสิบสองปันนา(ดินแดนส่วนเหนือของลาว และเวียดนามซึ่งติดต่อกับดินแดนภาคใต้ของจีน) ราชอาณาจักรไทยได้สูญเสียดินแดนสิบสองจุไทยซึ่งอยู่ในเขตของลาวให้แก่ฝรั่งเศสเมื่อร.ศ.107 (พ.ศ.2431) เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดรองลงมาจากกลุ่มไทลาว ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยมีแม่น้ำโขงแยกกลุ่มนี้ออกจากภูไทในภาคเหนือของลาว และญวนกลุ่มภูไทกลุ่มใหญ่ที่สุดอาจจะอยู่แถบลุ่มน้ำโขง และแถบเทือกเขาภูพานเช่น จังหวัดนครพนมได้แก่อำเภอคำชะอี ธาตุพนม เรณูนคร นาแก จังหวัดสกลนคร ได้แก่ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้แก่ อำเภอกุฉินารายณ์ เขาวง สหัสขันธ์ ส่วนภูไทผู้เข้าสู่ภาคกลางในจังหวัดราชบุรี และเพชรบุรี ในย่านนั้นเรียกว่า “ลาวโซ่ง”

วิถีชีวิตและอุปนิสัยชาวภูไท 
ชาวภูไทมีลักษณะความเป็นอยู่แบบครอบครัวใหญ่ในบ้านเดียวกันเป็นกลุ่มคนทำงานที่มีความขยันขันแข็ง มัธยัสถ์ ทำงานได้หลายอาชีพเช่น ทำนา ทำไร่ ค้าวัว ค้าควาย นำกองเกวียนบรรทุกสินค้าไปขายต่างถิ่นเรียกว่า นายฮ้อย” เผ่าภูไทเป็นกลุ่มที่พัฒนาได้เร็วกว่าเผ่าอื่น มีความรู้ความเข้าใจและมีความเข้มแข็งในการปกครอง มีหน้าตาที่สวย ผิวพรรณดีกริยามารยาทแช่มช้อย มีอัธยาศัยไมตรีในการต้อนรับแขกแปลกถิ่นจนเป็นที่กล่าวขวัญถึง วัฒนธรรมการแต่งกาย
ชาวภูไท(ผู้ไทย) เป็นกลุ่มที่มีความขยัน และอดออมเป็นพิเศษ และมีวัฒนธรรมในเรื่องการถักทอเสื้อผ้าเด่นชัด จึงปรากฏเสื้อผ้า ชนิดต่างๆ ทั้งฝ้าฝ้าย ผ้าไหมในกลุ่มชาวภูไท(ผู้ไทย) โดยเฉพาะผ้าแพรวานับว่ามีวัฒนธรรมเรื่องเสื้อผ้าเด่นชัดมากผ้าซิ่น วัฒนธรรมของกลุ่มภูไทที่เด่นชัด คือ การทอผ้าซิ่นหมี่ตีนต่อเป็นผืนเดียวกับผ้าผืน เช่น ตีนต่อขนาดเล็ก กว้าง ๔ ถึง ๕ นิ้ว (มือ) ที่เรียกว่า ตีนเต๊าะ เป็นที่นิยมในหมู่ภูไท ทอเป็นหมี่สาด มีหม้อย้อมคราม จนเป็นสีครามเกือบเป็นสีดำ แต่ชาวบ้านเรียกว่าผ้าดำหรือซิ่นดำ ลักษณะเด่นของ ซิ่นหมี่ชาวภูไท คือการทอและลวดลาย เช่น ทอเป็นลายขนาดเล็กๆนอกจากนี้มีลายอื่น ๆ เช่น หมี่ปลา หมี่ตุ้ม หมี่กระจัง หมี่ข้อ ทำเป็นหมี่คั่น มิได้ทอเป็นหมี่ทั้งผืน แต่หากมีลายต่าง ๆ มาคั่นไว้ สีที่นิยมคือ สีเขียว สีน้ำเงิน สีแดง สีม่วง พื้นมักใช้เครือหูกฝ้ายสีเปลือกอ้อย นอกจากนี้ยังพบ ผ้ามัดหมี่ฝ้ายขาวสลับดำในกลุ่มผู้ไทย เสื้อ นิยมทำเป็นเสื้อแขนกระบอกสามส่วนติดกระดุมธรรมดา กระดุมเงิน หรือเหรียญสตางค์ เช่น เหรียญสตางค์ห้า สตางค์สิบ มาติดเรียงเป็นแถว นิยมใช้เป็นผ้าย้อม ครามเข้มใน ราว พ.ศ. ๒๔๘๐ โดยมีผู้นำผ้าขลิบแดงติดชายเสื้อ เช่น ที่คอสาบเสื้อปลายแขนเพื่อใช้ในการฟ้อนภูไทสกลนคร และใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน
ฟ้อนภูไทหรือผู้ไท ฟ้อนผู้ไทจังหวัดนครพนม เป็นฟ้อนที่ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันดี คือ การฟ้อนผู้ไทของอำเภอเรณูนคร จนถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดนครพนม สำหรับเครื่องแต่งกาย ฝ่ายหญิงนิยมใช้เสื้อสีน้ำเงิน เข้มขลิบสีแดงทั้งเสื้อและผ้าถุงผ้าสไบสีขาว เครื่องประดับใช้เครื่องเงินตั้งแต่ตุ้มหู สร้อยคอกำไลเงิน ผมเกล้ามวยสูงทัดดอกไม้สี ขาว ห่มผ้าเบี่ยงสีขาว ซึ่งปัจจุบันใช้ผ้าถักสีขาว ส่วนผู้ชายจะใส่เสื้อ ม่อฮ่อมขลิบผ้าแดงนุ่งกางเกงขาก๊วยมีผ้าคาดเอวและโพกศีรษะ ฟ้อนผู้ไทจังหวัดสกลนคร เป็นฟ้อนผู้ไทที่มีลีลาแตกต่างจากฟ้อนผู้ไทในท้องถิ่นอื่น เนื่องจากฟ้อนผู้ไทจังหวัดสกลนคร จะสวมเล็บคล้ายฟ้อนเล็บทางภาคเหนือ ปลายเล็บจะมีพู่ไหมพรมสีแดง ใช้ผู้หญิงฟ้อนล้วนๆ เครื่องแต่งกายจะใส่เสื้อสีดำ ผ้าถุงดำขลิบแดง สวมเล็บทำด้วยโลหะหรือบางแห่งใช้กระดาษทำเป็นเส้นมีพู่ตรงปลายสีแดงห่มผ้าเบี่ยงสีแดง ผมเกล้ามวยทัดดอกไม้สีขาว บางครั้งผูกด้วยผ้า สีแดงแทน ในปัจจุบันพบว่า เสื้อผ้าชุดฟ้อนผู้ไทจังหวัดสกลนครได้เปลี่ยนไปบ้าง คือ ใช้เสื้อสีแดงขลิบสีดำ ผ้าถุงสีดำมีเชิง ผ้าเบี่ยงอาจใช้เชิงผ้าตีนซิ่นมาห่มแทน

ชนเผ่าโย้ย

ชนเผ่าโย้ย

โย้ยเป็นอีกชนเผ่าหนึ่งของจังหวัดสกลนครที่มีรูปแบบวัฒนธรรมเป็นของตนเอง  เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่สามารถรักษาเอกลักษณ์ของกลุ่มตนได้อย่างดี  เช่น ภาษาพูดในกลุ่มของตนเอง  มีการพูดภาษาโย้ยภายในครอบครัว  การมีประเพณีการละเล่นเป็นของตนเอง  เช่น พิธีไหลฮ้านบูชาไฟ  การเล่นโย้ย
กลองเลง  หรือการมีวัฒนธรรมทางสายน้ำในรูปการแข่งขันเรือยาวเป็นประจำทุกๆ ปี

โย้ยเป็นชนเผ่าหนึ่งที่พบมากที่สุดในเขตอำเภออากาศอำนวย วานรนิวาส และอำเภอบ้านม่วง ของจังหวัดสกลนคร  จากการสืบค้นข้อมูลเบื้องต้น  พบว่า สภาพทั่วไปของชุมชนชาวโย้ยเป็นหมู่บ้านตั้งอยู่ระหว่างเขตจังหวัดนครพนมและจังหวัดสกลนครชื่อว่าบ้านริมยาม  เพราะมีลำน้ำยามไหลผ่าน  พื้นที่ดินอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกจึงมีราษฎรจากที่อื่นอพยพมาอาศัยอยู่บริเวณนี้เป็นจำนวนมาก  ทำให้ชาวบ้านริมยามมีความเจริญมากขึ้น ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ยกบ้านม่วงริมยามเป็นเมืองขนานนามใหม่ว่าเมืองอากาศอำนวย โดยพระบรมราชโองการแต่งตั้งท้างศรีสุราชเป็นผู้ครองเมืองอากาศอำนวย จึงมีฐานะเป็นเมืองขึ้นกับจังหวัดนครพนมเป็นเวลานาน 70 ปี ต่อมาพุทธศักราช 2428 ได้มีการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองใหม่ เทศาภิบาลเมืองอุดรธานีได้มาตรวจราชการที่อำเภออากาศอำนวยเห็นว่าการคมนาคม และการติดต่อไปมากับจังหวัดนครพนมไม่สะดวก จึงได้เสนอขอเปลี่ยนแปลงเขตการปกครองใหม่ โดยยุบอำเภออากาศอำนวยเป็นตำบล และให้ขึ้นอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร
ต่อมาปีพุทธศักราช 2506 จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นได้มาตรวจราชการที่ภาคอีสาน และได้มาตรวจเยี่ยมที่ตำบลอากาศอำนวย ได้พิจารณาเห็นว่าตำบลอากาศอำนวยรวมทั้งตำบล
วาใหญ่ ตำบลโพนแพง ตำบลโพนงาม รวม 4 ตำบล ตั้งอยู่ห่างจากอำเภอวานรนิวาสมากการติดต่อของราษฎรตำบลหนึ่ง ๆ กับที่ว่าการอำเภอไม่สะดวกรวดเร็ว และไม่สะดวกต่อการปกครองอีกด้วย ทั้ง 4 ตำบลนี้มีบ้านเรือนของราษฎรหนาแน่นพอที่จะจัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอขึ้นได้ และประการสำคัญที่สุด เป็นท้องที่ที่มีก่อการร้ายแทรกซึม และเผยแพร่ลัทธิอยู่เป็นจำนวนมาก สมควรที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะได้ออกไปดูแลควบคุมอย่างใกล้ชิดจึงได้ยกฐานะขึ้นเป็นกิ่งอำเภออากาศอำนวยขึ้นกับอำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2506 และต่อมาเมื่อมีความเจริญมากยิ่งขึ้นได้ยกฐานะจากกิ่งอำเภอเป็นอำเภออากาศอำนวย เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2508 จนถึงปัจจุบัน

วัฒนธรรมชาวโย้ย ความเข้าใจเกี่ยวกับตนเอง ชาวไทโย้ยบ้านอากาศ ทั้งชายและหญิง มีรูปร่างสันทัด ผิวสองสีค่อนข้างขาวกว่าชาวไทยลาวซึ่ง เป็นชนกลุ่มใหญ่ในภาคอีสาน พูดภาษาโย้ยในกลุ่มตนเอง แต่เมื่อสื่อความหมาย กับคนนอกกลุ่มจะปรับตัวใช้สำเนียงไทยลาว หรือไทยกลาง เมื่อถูกเรียกว่า โย้ยก็ยอมรับด้วยความภาคภูมิใจ แสดงให้เห็นว่าชาวไทโย้ยมีความเข้าใจตนเอง
ภูมิใจในการที่เป็นชาวไทโย้ยซึ่งยังรักษาเอกลักษณ์ และคุณลักษณะต่าง ๆ ของชาติพันธุ์เดิม เช่น ความเป็นอยู่มัธยัสถ์ สมถะ ขยัน มีความสามัคคีในกลุ่ม เคารพผู้อาวุโส อาชีพหลักของชาวโย้ย คือ การทำนา อาชีพเสริม ได้แก่ การหาปลา เนื่องจากอยู่ใกล้ลำน้ำยาม การจักสาน การทอผ้า ซึ่งนอกจากจะเอาไว้ใช้เองแล้ว  ปัจจุบันเป็นสินค้าส่งออกไปจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ้าที่ชาวไทโย้ยทอขึ้นนี้จัดเป็นผ้าที่งดงามมาก แสดงให้เห็นว่าชาวไทโย้ย มีความเข้าใจตนเอง และภูมิใจในการรักษาเอกลักษณ์ของกลุ่มตนเอง ในด้านภาษา และคุณลักษณะที่แสดงออกในกิจวัตรประจำวัน

การทำงาน ครอบครัวของชาวโย้ยส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร จึงมีแรงงานทั้งเด็ก และผู้ใหญ่บิดามารดาจะมอบหมายงานให้บุตรรับผิดชอบตามวัยที่สามารถจะช่วยได้ เช่น ช่วยหยิบสิ่งของ ปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือน เลี้ยงน้อง เลี้ยงสัตว์ ตักน้ำ ช่วยทำสวนครัว  เป็นต้น เมื่อโตขึ้นจะรับผิดชอบงานแทบทุกอย่างทำให้แบ่งเบาภาระครอบครัวได้ ชาวไทโย้ย ส่วนใหญ่ต้องมีงานทำ เพื่อให้มีรายได้มาใช้จ่ายในครัวเรือน งานที่ทำมากที่สุด คือ ทำนา
ตัดเย็บเสื้อผ้า ทอผ้า จักสาน ทำสวน ทอเสื่อ ขายของเบ็ดเตล็ด ซ่อมจักรยานยนต์ เป็นงานอันรอง ๆ ลงมา นอกจากนี้ยังมีการสร้างบ้านเอง ขี่สามล้อรับจ้าง ช่างไฟ และอื่น ๆ

ความเชื่อ  เรื่องภูตผี ชาวไทโย้ยมีความเชื่อว่าผีมีจริง จากข้อมูลที่ได้ พบว่า  ผีที่ชาวบ้านไทโย้ยนับถือ ได้แก่ ผีบรรพบุรุษ เป็นผีประจำตระกูล หมายถึง ผีปู่ย่า ตา ยาย ที่คอยดูแลรักษาลูกหลานในครอบครัว และผีเรือน เป็นผีประจำครอบครัว ส่วนผีแฮกเป็นผี ดูแลไร่นาไม่ให้เสียหายจากภัยพิบัติต่าง ๆ และให้ได้ผลผลิตมาก ๆ โดยเฉพาะชาวไทโย้ย บ้านอากาศทำพิธีเซ่นสรวงหรือเลี้ยงผีเหล่านี้เสมอโดยเฉพาะผีตาแฮกเพราะถือว่าจะอำนวย ผลดีในการทำนา เซ่น สรวงผีบรรพบุรุษ เมื่ออยู่ดีกินดีมีความอุดมสมบูรณ์ก็ไปวัดอุทิศส่วนกุศลให้ ดังนั้น ไม่ว่าจะทำกิจกรรมใด จะไปไหนมาไหน ก็มีความสุขกายสุขใจ จะมีการเซ่นสรวงผีทุกครั้ง และจะไม่ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่เรียกว่าการผิดผี ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถมองเห็น การผิดผีอาจเกิดขึ้นได้จากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความคึกคะนอง หรือการผิดประเพณีอย่างใดอย่างหนึ่ง

ชนเผ่ากะเลิง

ชนเผ่ากะเลิง

      ชนเผ่ากะเลิง เป็นชาติพันธุ์หนึ่งในหลายๆ กลุ่ม ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสกลนคร มีประวัติความเป็นมาการเลือกหลักแหล่งทำมาหากิน วัฒนธรรม ความเชื่อ ตลอดจนภาษาพูดที่มีสำเนียงหรือถ้อยคำที่นิยมใช้กันเฉพาะในกลุ่มของตน ชนเผ่ากะเลิงเป็นกลุ่มที่ชอบอาศัยอยู่ในพื้นที่ราบสูง ตามไหล่เขาและเมื่อกลุ่มกะเลิงลงมาอยู่บนพื้นที่ราบประปนกับโย้ย ญ้อ ทำให้เกิดการรับวัฒนธรรมภาษาพูดในกลุ่ม ไทย-ลาว ชนเผ่ากะเลิง ก่อนจะอพยพมาอยู่ในเขตจังหวัดสกลนคร อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง จากการสันนิษฐานของนักวิชาการ กล่าวไว้ว่า ชาวจีนเขียนไว้ว่า คุณลุน หรือ กุรุง จนเพื่อนเป็นกะลุง ในภาษาจาม เมื่อขาวเขมรมาตั้งถิ่นฐานอยู่ตอนเหนือของเวียดนาม ได้ยืมคำนี้มาจากพวกจาม แหล่งที่อยู่ของชาวกะเลิง ไม่ห่างจากเมืองเง่อานในบริเวณเทือกเขาจากทางทิตตะวันตกและคณะสำรวจดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง นำโดย ร.อ.เดอมาเกลฟ ได้กล่าวถึงถิ่นที่อยู่ของชนเผ่ากะเลิงว่าอยู่ที่ลุ่มน้ำตะโปน และบริเวณต้นน้ำเซบังเหียนชนเผ่ากะเลิงเป็นผู้ที่รักความสงบ ชนเผ่ากะเลิงในเขตจังหวัดสกลนคร เป็นที่ยอมรับกันว่าได้อพยพมาจากดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง อพยพข้ามมาหลายครั้ง นับตั้งแต่การปราบปรามเจ้าอนุวงศ์แห่งเมืองเวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในสมัยรัชกาลที่ ๓ และอพยพครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๕
เมื่อครั้งเกิดกบฏจีนฮ่อ ที่ยกกำลังเข้ามาตีเมืองเชียงขวาง ชุมนุมพลอยู่ที่เชียงทุ่งคำ เตรียมยกเข้าตีหัวเมืองริมฝั่งแม่น้ำโขง เมืองที่อยู่ในปกครองของไทย คือ เมืองหลวงพระบาง ก็ถูกคุกคามจากพวกฮ่อเช่นกัน ทำให้ไทยต้องยกกำลังไปปราบฮ่อหลายครั้ง พร้อมทั้งส่งแม่ทัพนายกองเกณฑ์ทหารจากหัวเมืองต่างๆ ในภาคอีสาน ไปช่วยปราบฮ่อด้วย เมืองสกลนคร ถูกเกณฑ์ช้าง ๒๕ เชือก โคต่างๆ ๑๐๐ ตัว ข้าวสาร ๓๐๐ ภึง กำลังพล ๑,๐๐๐ คน โดยมีอุปฮาด (โง่นคำ) กับราชวงศ์ (ฟอง) เป็นนายกองสะเบียงยกไปการำศึกกับฮ่อหลายครั้ง ทำให้ผู้คนที่อยู่ตามเมืองต่างๆ เดือดร้อน วิตกังวลถึงอันตรายที่เกิดขึ้น จึงได้มีการอพยพติดตามแม่ทัพนายกองเข้ามาอยู่ในเมืองต่างๆ โดยเฉพาะหมู่บ้านชนเผ่ากะเลิงในบริเวณใกล้ๆ ตัวเมืองสกล เช่น บ้านนายอ บ้านนามน บ้านโพนงาม ที่มีชนเผ่ากะเลิงอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นชนเผ่ากะเลิงที่อพยพมาจากเมืองภูวานากระแด้ง ในสมัยพระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) ต่อมามีผู้นำชาวกะเลิงที่สมัครใจอพยพขึ้นไปตั้งหลักแหล่งบนเทือกเขาภูพาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบบ้านบัว อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร
            ซึ่งไม่ปรากฎหหลักฐานว่า เริ่มตั้งหลักเมื่อใด แต่สันนิษฐานว่า ชาวกะเลิงอพยพมาอยู่ประมาณ ๑๕๐ ปี มาแล้วต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ได้เกิดโรคระบาดที่เรียกว่า โรคห่าอย่างรุนแรง มีผู้เสียชีวติจำนวนมาก จึงมีการอพยพหนีโรคร้ายบางกลุ่มไปตั้งหลักอยู่ที่บ้านเหล่าซึ่งอยู่ห่างจากบ้านบัว ประมาณ ๑ กิโลเมตร สำหรับบ้านบัว เป็นสถานที่แห่งแรกตั้งหมู่บ้านอยู่ริมห้วยทราย และมีหนองน้ำขนาดใหญ่มีกอบัว ดอกบัวบานสะพรั่ง ชาวบ้านจึงเรียกว่า บ้านบัวห้วยทราย แต่ต่อมาทางราชการเรียกว่า บ้านบัว เพื่อให้คำเรียกหมู่บ้านกระทัดรัดแสดงความสำคัญของหนองบัวในหมู่บ้าน ชาวกะเลิง มีลักษณะรูปร่างเตื้ย ผิวคล้ำ เป็นคนซื่อๆ ชอบสนุก และชอบอยู่ตามป่า ตามเขาหาอาหารโดยการล่าสัตว์ หญิงชาวกะเลิง เป็นคนขี้อาย แต่แข็งแรง อดทน ประเพณีการแต่งกายของชาวกะเลิง แต่งกายด้วยเสื้อผ้าย้อมครามทอมือเย็บด้วยมือ
          ชาวกะเลิงมีวัฒนธรรมการแต่งกาย ดังนี้ ผ้าซิ่น ใช้ด้าย ๒ เส้น มาทำเกลียมควบกัน ใช้ทั้งผ้าฝ้ายธรรมดาและผ้าไหม เป็นผ้าตีนเต๊าะแต่มีเชิงแถบเล็กๆ แคบ ๒ นิ้ว นิยมสีเปลือกอ้อย เข็นด้วยด้ายสีแดง เหลืองเป็นสายเล็กๆ นอกจากนี้ยังนิยมใช้ผ้าฝ้ายเข็น ๒ เส้นควบกัน เช่นแดงควบเหลือง น้ำเงินควบขาว เขียวควบเหลือง ถ้าไม่ใช่ผ้าตืนเต๊าะ มักนุ่งสั้น เส้อกะเลิงนิยมแต่งตัวกระทัดรัด เช่น ถ้านุ่งผ้าซิ่นฝ้ายสั้นมักใช้ผ้าทอพื้นบ้าน เป็นตาสี่เหลี่ยมเล็กๆ คาดอก โพกผ้าบนศรีษะ สะพายกะหยัง ขึ้นภูเก็บผักเก็บหญ้า ส่วนกะเลิงที่นุ่งซิ่นยาวคลุมเข่ามักสวมเครื่องประดับ เช่น สร้อยข้อมือ ทำด้วยรัตนชาติ หรือดินเผา ใส่ต่างหูเป็นห่วงกลม เสื้อแขนยาวสีขาวเหลือง เก้บชายเสื้อคาดเข็มขัดเงิน เป็นชุดที่ใช้ในงานมงคลต่างๆ นับเป็นเครื่องแต่งกายที่งดงามที่สุดของชาวเผ่ากะเลิงวัยหนุ่มสาว ส่วนกะเลิงสูงอายุ มักนุ่งซิ่นลายดำ ขาวแดง สวมเสื้อแขนกระบอกย้อมคราม ที่สาบเสื้อมีเหรียญสตางค์แดงติดเป็นแนวกระดุม เกล้าผมสูง