ชนเผ่าโส้ (ไทโส้)

ชนเผ่าโส้ (ไทโส้)

ชนเผ่าโส้ (ไทโส้)

คำว่า โส้ โซ่ หรือกะโซ่ เป็นคำที่เรียกชื่อชนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในภาคอีสาน ชาวโส้จะมีลักษณะชาติพันธุ์ของมนุษย์ในกลุ่มมองโกลอยด์ ตระกูลออสโตร – เอเชียติก มอญ – เขมร เป็นกลุ่มเดียวกับพวกแสก และกะเลิง โดยจากบันทึกกรมพระยาดำรง
ราชานุภาพ
เมื่อครั้งเสด็จตรวจราชการที่มณฑลอุดรและมณฑลอีสาน เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๙ อธิบายว่ากระโซ่ คือพวกข่าผิวคล้ำกว่าชาวเมืองอื่น มีภาษาพูดของตนเอง อาศัยอยู่ในบริเวณมณฑลอุดร มีมากเป็นปึกแผ่นที่เมืองกุสุมาลย์มณฑลในจังห
วัดสกลนคร

นักภาษาศาสตร์ได้จำแนก คนโส้ออกเป็น สามกลุ่มใหญ่ๆตามลักษณะของภาษา คือ กลุ่มของโส้ทะวืงที่อำเภอ
ส่องดาว จังหวัดสกลนคร กลุ่มที่สองคือกลุ่มของบรู ซึ่งเป็นโส้อีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในอุบลราชธานีและมุกดาหาร และ
โส้กลุ่มสุดท้ายที่นับว่าเป็นโส้กลุ่มที่ใหญ่ที่สุด คือ โส้กุสุมาลย์ ที่อยู่ในจังหวัดสกลนคร นครพนม และมุกดาหาร

กะโส้ จากเมืองกุสุมาลยมณฑล (จ. สกลนคร) ใช้กระบอกไม้ไผ่กระทุ้งดิน เรียกโส้ทั่งบั้ง ประกอบร้องรำทำเพลงรอบไหเหล้าอุเล่นถวายสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อคราวเสด็จตรวจราชการมณฑลอุดร สมัย ร.5 เสด็จถึงเมืองกุสุมาลย์ วันที่ 13
มกราคม พ.ศ. 2449 (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

ความเชื่อและพิธีกรรมของคนโส้กุสุมาลย์
ที่อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร เป็นพื้นที่ที่คนโส้อาศัยอยู่ดั้งเดิมตลอดมา คนโส้นับถือศรัทธาในอำนาจเหนือธรรมชาติและเชื่อว่าผีหรืออำนาจเหนือธรรมชาติสามารถทำให้มนุษย์เจ็บป่วยได้

          

การแต่งกายและบ้านเรือนชาวโส้

ชาย ใส่เสื้อหม้อห้อม นุ่งโสร่งผ้าไหม มีผ้าขาวม้าโพกหัว และคาดเอว
หญิง สวมเสื้อหม้อห้อมและนุ่งผ้าถุงสีดำเชิงผ้าถุงเป็นตีนจก คาดเข็มขัดเป็นลวด

การแต่งกายและบ้านเรือนชาวโส้

ชาย ใส่เสื้อหม้อห้อม นุ่งโสร่งผ้าไหม มีผ้าขาวม้าโพกหัว และคาดเอว
หญิง สวมเสื้อหม้อห้อมและนุ่งผ้าถุงสีดำเชิงผ้าถุงเป็นตีนจก คาดเข็มขัดเป็นลวด

ประเพณี/งานเทศกาลที่สำคัญ คือ งานเทศกาลโส้รำลึก เป็นงานประจำปีของชาวโส้ ซึ่งจัดขึ้นในวันขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๓ของทุกปี ณ บริเวณที่ว่าการอำเภอกุสุมาลย์ การแสดงโส้ทั่งบั้ง จะเริ่มในตอนสายของวันขึ้น ๔ ค่ำ ตามประเพณีความเชื่อที่สืบทอดมาแต่อดีต เป็นการเป็นการแสดงพิธีเยา (เชิญวิญญาณเข้าทรงคนป่วยลงสนามหรือแซงสนาม) และพิธีเจี้ยศาลารวมเข้ากันเพื่อให้เกิดรูปขบวนที่สวยงามเป็นจังหวะสอดคล้อง กับ เครื่องดนตรีพื้นบ้านที่ดีดสีตีเป่าเข้ากับท่วงท่ารำของสาวโส้ ที่มาร่วมแสดงเป็นจำนวนมาก ชาวโส้ถือว่าเป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ในบริเวณงานจะมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าพื้นบ้านนานาชนิดให้แก่ผู้ไปเที่ยวชมในราคาถูก การคมนาคมสะดวก รถยนต์เข้าถึงบริเวณงาน ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๔๐ กิโลเมตร ของทุกปี ณ บริเวณที่ว่าการอำเภอกุสุมาลย์ การแสดงโส้ทั่งบั้ง จะเริ่มในตอนสายของวันขึ้น ๔ ค่ำ ตามประเพณีความเชื่อที่สืบทอดมาแต่อดีต เป็นการเป็นการแสดงพิธีเยา (เชิญวิญญาณเข้าทรงคนป่วยลงสนามหรือแซงสนาม) และพิธีเจี้ยศาลารวมเข้ากันเพื่อให้เกิดรูปขบวนที่สวยงามเป็นจังหวะสอดคล้อง กับ เครื่องดนตรีพื้นบ้านที่ดีดสีตีเป่าเข้ากับท่วงท่ารำของสาวโส้ ที่มาร่วมแสดงเป็นจำนวนมาก ชาวโส้ถือว่าเป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ในบริเวณงานจะมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าพื้นบ้านนานาชนิดให้แก่ผู้ไปเที่ยวชมในราคาถูก การคมนาคมสะดวก รถยนต์เข้าถึงบริเวณงาน ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๔๐ กิโลเมตร
พิธีกรรมที่สำคัญ
      การเหยา การไหว้ผีทุกข้างขึ้นและข้างแรม
ภาษีโส้ จัดอยู่ในสาขาย่อยมอญ-เขมร มีเฉพาะภาษาพูด ไม่มีภาษาเขียน คำในภาษามักเป็น ๒-๓ พยางค์ และเป็นภาษาที่ไม่มีหน่วยเสียงวรรณยุกต์
แต่มีลักษณะสำคัญคือ มีลักษณะน้ำเสียงปกติและน้ำเสียงต่ำ ทุ้มเพื่อการจำแนกความหมายของคำ
     นอกจากนี้พบว่ามีชาวโส้อาศัยอยู่กันเป็นกลุ่มๆ กระจายอยู่ั่วไป เช่น อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม อำเภอเขาวง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ อำเภอเมือง อำเภอดอนตาล อำเภอคำชะอี อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร อพยพมาในช่วง ร,๓ เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่หลายเมืองในแถบเมืองสกลนคร อพยพมาจากเมืองมหาชัยในแขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๒๓๘๗ มีพระอารัญอาษา หัวหน้าเผ่าโซ่ เป็นเจ้าเมืองคนแรก
การแต่งกายและการแสดง
   
กะโซ่เมื่อร้อยปีก่อน

 

  

ที่มาของข้อมูล : http://www.sakonnakhon.go.th/officeprovince/culture.html

ชนเผ่าไทยย้อ

ชนเผ่าไทยย้อ

           ไทยย้อ เป็นชาวไทยในภาคอีสานอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งชอบเรียกตัวเองว่าเป็นชาวย้อ เช่น ชาวย้อในจังหวัดสกลนคร, ชาวย้อในจังหวัดกาฬสินธุ์ (ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย), ช้าวย้อในจังหวัดนครพนม (อำเภอท่าอุเทน) และชาวย้อในจังหวัดมุกดาหาร (ตำบลดงเย็น อำเภอเมือง) ภาษาและสำเนียงชาวย้ออาจผิดเพี้ยนไปจากชาวอีสานบ้างเล็กน้อย ถิ่นฐานดั้งเดิมของชาวย้อมีผู้ค้นพบว่าเดิมอยู่ในแคว้นสิบสองปันนาหรือยูนนาน ต่อมาชาวย้อบางส่วนได้อพยพลงมาตามลำน้ำโขง ตั้งรกรากอยู่ที่เมืองหงษา แขวงไชยบุรีของลาวปัจจุบัน เมืองหงษาเดิมอยู่ในเขตของราชอาณาจักรไทยแล้วตกไปเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสและลาวต่อมา แขวงไชยบุรีของลาวเคยกลับคืนมาเป็นดินแดนของประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งระหว่าง พ.ศ.2483 ถึง พ.ศ.2489 เรียกว่า “จังหวัดล้านช้าง” แต่ก็ต้องคืนดินแดนส่วนนี้ไปให้ฝรั่งเศสและลาวอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาชาวไทยย้ออีกส่วนหนึ่งได้ อพยพมาตามลำน้ำโขงและตั้งถิ่นฐานใหม่ที่เมืองไชยบุรี (ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม) ในสมัยราชกาลที่ 1 เมื่อ พ.ศ.2351 ครั้นเมื่อเกิดกบฎเจ้า อนุวงษ์เวียงจันทน์ในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อ พ.ศ.2369 พวกไทยย้อเมืองไชยบุรีถูกกองทัพเจ้าอนุวงษ์กวาดต้อนให้กลับมาตั้งเมืองขึ้นใหม่ ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงอีกและได้ตั้งขึ้นเป็นเมืองท่าอุเทนเมื่อ พ.ศ.2373 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ท้าวพระปทุม เจ้าเมืองหลวงปุงเลง เป็น “พระศรีวรราช” เจ้าเมืองคนแรก คือท้องที่อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนมในปัจจุบัน นอกจากนี้ไทยย้อจากเมืองคำเกิด, คำม่วนยังได้อพยพมาตั้งเป็นเมืองท่าขอนยาง ขึ้นเมืองกาฬสินธุ์ ใน พ.ศ.2387 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ท้าวคำก้อนจากเมืองคำเกิด เป็น “พระสุวรรณภักดี” เจ้าเมืองท่าขอนยางขึ้นเมืองกาฬสินธุ์ ปัจจุบันคือท้องที่ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งยังมีไทยย้ออยู่ที่บ้านท่าขอนยาง,

บ้านกุดน้ำใส, บ้านยาง, บ้านลิ้นฟ้า, บ้านโพนและยังมีไทยย้ออยู่ที่บ้านนายุง จังหวัดอุดรธานี บ้านกุดนางแดง, บ้านหนามแท่งอำเภอพรรณานิคม, บ้านจำปา, บ้านดอกนอ, บ้านบุ่งเป้า, บ้านนาสีนวลอำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร บ้านโพนสิม, บ้านหนองแวง, บ้านสา อำเภอยางตลาดและบ้านหนองไม้ตาย อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์  “ส่วนไทยย้อในจังหวัดสกลนครอพยพมาจากเมืองมหาชัยทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงซึ่งเป็นดินแดนลาวในปัจจุบัน เมืองมหาชัยอยู่ห่างจากแม่น้ำโขงและเมืองนครพนมประมาณ 50 ก.ม. ไทยย้อจากเมืองมหาชัยอพยพข้ามโขงมาตั้งอยู่ริมหนองหารในสมัยรัชกาลที่ 3 ตั้งขึ้นเป็นเมืองสกลนครเมื่อ พ.ศ.2381”
1. ภาษา ภาษาชาวย้อจัดอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาไท-กระได ชาวย้อมีภาษาพูดโดยพื้นฐานเสียงแตกต่างไปจากภาษาไทยลาว (ภาษาไทยอีสาน) ตรงที่ฐานเสียงอักษรสูง และเสียงจัตวา จะเน้นหนักในลำคอ น้ำเสียงสูง อ่อนหวาน ฐานเสียงสระ เอือ ใอ ในภาษาไทยลาวจะตรงกับฐานเสียงสระ เอีย และ เออ ตามลำดับ เช่น เฮือ เป็น เฮีย ให้ เป็น เห้อ ประโยคว่า อยู่ทาง ได เป็น อยู่ทางเลอ เจ้าสิไปไส เป็น เจ้านะไปกะเลอ เป็นต้น ตัวอย่างภาษาพูดของชาวย้อ หัวเจอ-หัวใจ, หมากเผ็ด- พริก, กินเข้างาย-กินข้าวเช้า,หัวสิเคอ-ตะไค้, ไปกะเลอ, ไปเตอ-ไปไหน ชาวไทย้อไม่มีภาษาเขียนไม่มีตัวอักษรของตนเอง ในอดีตเคยใช้อักษรธรรมหรืออักษรไทยน้อย เช่นเดียวกับชาวอีสาน ปัจจุบันใช
้อักษรไทยทั้งสิ้น

 2. การแต่งกาย เอเจียน แอมอนิเย นักสำรวจชาวฝรั่งเศส ได้บันทึกเกี่ยวกับการแต่งกายของชาวย้อไว้เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2425 ว่า “หญิงสาวจะมีผิวขาวรูปร่างสูงโปร่ง คงจะเป็น คนลาวที่สวยที่สุด พวกเขาใส่กำไลเงินและนุ่งซิ่นลาย ชอบผ้าสไบสีแดงมากกว่าสีเหลือง ผู้ชายจะตัดผมสั้นแบบสยาม ไว้เคราสั้น และสวมใส่เสื้อแบบคน ลาวอื่นๆนุ่งผ้าม่วงใน ท้องถิ่น ทำจากไหมหรือ
            3. ลักษณะภูมิประเทศและที่อยู่อาศัย ชาวไทย้อชอบตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้แม่น้ำซึ่งชื่อเมือง ชาวไทย้อมักมีคำว่า “ท่า” ขึ้นก่อน เช่น เมืองท่าขอนยาง เมืองท่าอุเทน ลักษณะบ้านเรือนของชาว ไทย้อ คล้ายกับบ้านเรือนของชาวไทย ตัวเรือนเป็นเรือนใต้ถุนสูง มีชายคาที่เรียกว่า เซีย มีชานติดกับครัว มีเล้าข้าวอยู่ทาง ด้านหลังบ้าน ถ้าเป็นบ้านของชาวไร่ชาวนา ทั่วไปก็จะมุงด้วยหญ้าแฝก ฝาผนังเป็นฟาก สับสานลานสอง บ้านที่มีฐานะดีก็จะ มุง ด้วยกระเบื้องเกร็ด หรือสังกะสี และ เปลี่ยนฝาผนังเป็นไม้กระดานซึ่งมีให้เห็นในปัจจุบัน ชาวย้อ นิยมสร้างบ้านเรือนอยู่กันเป็นกลุ่มสังคมย่อยในวงศ์ญาติพี่น้องของตน และเมื่อมี จำนวนมากขึ้นก็กลายเป็นหมู่บ้านหรือที่เรียกว่า “คุ้ม” และมีวัดประจำคุ้
          4. โครงสร้างทางสังคม และระบบเศรษฐกิจ ชาวไทย้อมีอาชีพด้านเกษตรเป็นหลัก โดยเฉพาะการปลูกพืชเศรษฐกิจซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่ ข้าว กล้วย อ้อย สับปะรด ยาสูบ และพืชผักตามฤดูกาล รองลงมาได้แก่ อาชีพเลี้ยงสัตว์ และจับสัตว์น้ำในลำน้ำ เนื่องจากว่ามีการตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้แม่น้ำ เช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำสงครามและแม่น้ำชี ลักษณะครอบครัวของชาวไทย้อส่วนใหญ่เป็นลักษณะครอบครัวเดี่ยว ลักษณะเครือญาติไทย้อมีลักษณะเด่นตรงที่ว่าพวกเขาแม้จะแยกครอบครัวไปแล้ว แต่ก็ยังไปมาหาสู่กันเสมอ  ชาวไทย้อเชื่อกันว่าผู้จะทำหน้าที่แทนพ่อ ได้เป็นอย่างดี คือ ลูกชาย เพราะฉะนั้นการสืบสายตระกูลและการรับมรดกส่วนใหญ่จะตกอยู่กับผู้ชาย หน้าที่ในการหาเงินทองมาจับจ่ายใช้สอยภายในครอบครัว การคุ้มครองดูแลต่างๆ เป็นหน้าที่ของพ่อบ้าน แม่บ้านจะดูแลลูกๆ ภาระหน้าที่ภายในบ้าน
          5. ประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อ ของชาวไทย้อนั้น ชาวไทย้อที่บ้านท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม มีประเพณีเลี้ยงผีปู่ตา โดยชาวบ้านจะสร้างตูบปู่ตา หรือ โฮงผีปู่ตา โดยชาวย้อถือว่าผีปู่ตาคือ ผีบรรพบุรุษที่ตายไปแล้วแต่ยังมีความห่วงใยในความเป็นอยู่ของลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่ สำหรับที่ตั้งของผีปู่ตาจะอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ สำหรับ ผีบรรพบุรุษของชาวย้อที่ถือว่าเป็นผีปู่ตา มีดังนี้ คือ ผีเจ้าพ่อขุนสำราญ ญาพ่อผีลือสองนางพี่น้องเป็นผีน้องไว้ที่ท่าน้ำ เพื่อรักษาเด็กในขณะลงอาบน้ำ เช่นเดียวกับชาวย้อ ที่ท่าอุเทนมีความเชื่อ ว่าผีมเหสักข์ และผีบรรพบุรุษ คอยปกป้องคุ้มครองให้พวกตนอยู่เย็นเป็นสุข มีข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ เพื่อตอบแทนคุณผีดังกล่าว ชาวไทย้อที่ท่าอุเทน จึงมีประเพณีเลี้ยงผีโดยจัด พิธีกรรมที่เรียกว่า “ลงนางเทียม” ณ หอผีบ้าน เป็นประจำทุกปี ปีละ 3 ครั้ง สำหรับประเพณีเกี่ยวกับชีวิตของชาวย้อนั้น ประเพณีการแต่งงานเมื่อหนุ่มสาวคู่ใดที่รักใคร่ชอบ พอถึง ขั้นตกลงปลงใจที่จะเป็นสามีภรรยากันแล้ว ฝ่ายชายก็จะให้บิดามารดาของตนดำเนินการให้ได้แต่งงานกับหญิงคนรัก ดังนี้ “ไปเจาะ”คือการผู้หญิงที่ช ส่งผูู้ใหญ่ไปทาบทาม “โฮมสาว”คือการ ทำพิธีสู่ขอ “แฮกเสื่อแฮกหมอน” คือการเตรียมการ ได้แก่ การจัดเตรียมเครื่องนอน ประกอบด้วยฟูก หมอน ผ้าห่ม เสื่อ และมุ้ง ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายหญิง ในการนี้ต้องเชิญผู้เฒ่า ผู้แก่ที่ชาวบ้านยอมรับว่าเป็น ผัวค้ำเมียคูณ มาทำพิธีตัดเย็บใหชาวย้อเรียกว่า แฮกเสื่อแฮกหมอน “เล่าดอง”คือบอกเล่าวันแต่งงาน “มื้อกินดอง” คือพิธีวันแต่งงาน เมื่อได้ฤกษ์ยาม ดี แล้ว ก็จะเป็นการแห่จ้าวบ่าวพร้อมขันสินสอดของหมั้น พานบายศรี และสำรับที่เรียกว่า “ขำเพีย”ประกอบด้วยไข่ไก่ต้ม 2 ฟอง งา พริกแห้ง และเกลือป่น อย่างละ 1 ถ้วย ไปยังบ้าน เจ้าส สำคัญได้แก่ การวางสินสอดทองหมั้นต่อหน้าเจ้าโคตรลุงตาของเจ้าสาวพิธีบายศรีสู่ขวัญ พิธีป้อนไข่หน่วย พิธีขอพรจากเจ้าโคตรลุงตาทั้งสองฝ่าย ถ้าหากให้เขยไปสู่ก็ ทำพิธีจูงบ่าวสาวเข้าหอแล้วเลี้ยงอาหารแก่แขกผู้มาร่วมงานเป็นอันเสร็จ พิธีแต่งงานำหรับงานบุญของชาวไทย้อส่วนมากก็เหมือนกับ ชาวอีสานทั่วที่นับถือ พระพุทธศาสนาและ ปฏิบัติตนตาม      “ ฮีตสิบสอง คลองสิบสี่ ” ศิลปะการแสดง ฟ้อนไทย้อ โดยจะพบในช่วงเทศกาลสงกรานต์เดือนเมษายน และเทศกาลที่สำคัญ ๆ เท่านั้น ในช่วงสงกรานต์นั้นชาวไทย้อจะมีการสงน้ำพระ ในตอนกลางวันโดย มีการตั้งขบวนแห่จากคุ้มเหนือไปยังคุ้มใต้ตามลำดับ ตั้งแต่ขึ้นหนึ่งค่ำเป็นไป จนถึงวันเพ็ญสิบห้าค่ำ เดือนห้า ส่วนในตอนกลางคืนหนุ่มสาวจะ จัดขบวนแห่นำต้นดอกจำปา (ลั่นทม) ไปบูชาวัดที่ผ่านไปเริ่มจากวัดใต้สุดขึ้นไปตามลำดับถึงวัดเหนือสุดซึ่งเป็นคืนสุดท้าย เสร็จพิธีแห่ดอกไม้บูชาองค์พระธาตุท่าอุเทน จะเป็นช่วงแห่งการเกี้ยวพาราสี การหยอกล้อกัน อย่างสนุกสนานของบรรดาหนุ่มสาวชาวไทย้อ นอกจากนี้ก็เป็นการแสดงและเครื่องดนตรีเหมือนกับชาวไทอีสานทั่วไปาว พิธี
          6. การบริโภคและระบบสาธารณสุข ชาวย้อรับประทานข้าวเหนียวเป็นหลัก และรับประทานข้าวเจ้าในบางโอกาส ไม่นิยมรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ เหมือนชาวไทยลาว อาหารพื้น เมืองที่มีรับประทานเฉพาะในหมู่ไทย้อ ทำจากปลากราย เรียกว่า “หมกเจาะ” ส่วนอาหารประเภทอื่นก็เหมือนกับชาวไทยลาวทั่วไป ส่วนการรักษาพยาบาลของไทย้อนั้นมีทั้งรักษาด้วยแผนปัจจุบันและแผนโบราณ สำหรับแผนโบราณนั้นก็จะมีการรักษาด้วยยาสมุนไพร และการรักษาด้วยเวทย์มนต ์คาถา โดยมีหมอธรรมเป็นผู้รักษา ในกรณีที่มีการเจ็บป่วยหาสาเหตุไม่พบหรือ ที่เชื่อว่าเป็นการกระทำของภูตผีวิญญาณ หรือที่เรียกว่า “ ผีเข้าเจ้าสูน ” อาจจะเป็นผีพระภูมิเจ้าที่ ผีเชื้อ หรือผีบรรพบุรุษ  ผีเข้าสิง เสียขวัญ และถูกผีปอบเข้าสิง ในกรณีที่ผีปอบเข้าสิงยิ่งเป็นอันตรายต่อคนป่วยอย่างยิ่ง ถ้าเรียกหมอธรรมมารักษาไม่ทัน ผีปอบอาจจะกินคนป่วย จน ตาย ผู้ที่เป็นหมอธรรมจะต้องมีสายสิญจน์ แส้หวาย (ปะกำ) แล้วถามชื่อผีปอบว่า ชื่อ อะไร มาจากไหน หมอธรรมจะ ใช้แส้ปะกำโบย แล้วใช้สายสิญจน์มัดผู้ป่วยเอาไว้ แล้วสอนสัมทับอีกว่าต่อไปจะไม่มาทำผู้อื่นอีกโดยให้กินน้ำสาบานแล้วขอขมากับหมอธรรม โดยใช้ ลิ้นเลียปลายเท้า แล้วสัญญาว่าจะไม่กลับมาทำร้ายผู้ป่วยอีก

ระยะทางจากอำเภอเมืองไปอำเภอต่างๆ

ระยะทางจากอำเภอเมืองไปอำเภอต่างๆ

อำเภอกุดบาก 56 กิโลเมตร
อำเภอกุสุมาลย์ 40 กิโลเมตร
อำเภอคำตากล้า 119 กิโลเมตร
อำเภอนิคมน้ำอูน 77 กิโลเมตร
อำเภอบ้านม่วง 124 กิโลเมตร
อำเภอพรรณานิคม 41 กิโลเมตร
อำเภอพังโคน 55 กิโลเมตร
อำเภอสว่างแดนดิน 82 กิโลเมตร
อำเภอวาริชภูมิ 71 กิโลเมตร
อำเภอวานรนิวาส 85 กิโลเมตร
อำเภอโคกศรีสุพรรณ 24 กิโลเมตร
อำเภอเต่างอย 28 กิโลเมตร
อำเภอส่องดาว 101 กิโลเมตร
อำเภออากาศอำนวย 82 กิโลเมตร
กิ่งอำเภอเจริญศิลป์ 112 กิโลเมตร

ข้อมูลทั่วไปจังหวัดสกลนคร

ข้อมูลทั่วไปจังหวัดสกลนคร

สกลนคร เป็นเมืองพุทธศาสน์ พระธาตุห้าแห่ง แหล่งอารยธรรมสามพันปี ตามตำนานเล่าว่า เมืองหนองหานหลวงในอดีต หรือสกลนครในปัจจุบันนั้น สร้างขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ 16 ในยุคที่ขอมมีอำนาจในดินแดนนี้ ต่อมาเมื่ออิทธิพลขอมเสื่อมลง เมืองหนองหานหลวงตกไปอยู่ในความปกครองของอาณาจักรล้านช้าง เรียกชื่อเมืองว่า “เมืองเชียงใหม่หนองหาน” และเมื่อมาอยู่ในความปกครองของไทย ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “เมืองสกลทวาปี” ต่อมา ในปี พ.ศ. 2373 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เปลี่ยนชื่อจากเมืองสกลทวาปี เป็น “เมืองสกลนคร” ในปัจจุบัน จังหวัดสกลนครยังได้รับการขนานนามว่าเป็น”แอ่งธรรมะแห่งอีสาน” ดังเห็นหลักฐานได้จากวัดวาอารามเก่าแก่ที่มีอยู่มากมาย แสดงถึงความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาที่มีมาตั้งแต่ครั้งอดีต เป็นถิ่นกำเนิดและพำนักของอริยสงฆ์ที่สำคัญเป็นที่เคารพบูชาของชาวไทยหลาย ท่าน อาทิ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระอาจารย์วัน อุตตโม หลวงปู่หลุย จันทสาโร หลวงปู่เทสก์ เทสก์รังสี เป็นต้นจังหวัดสกลนคร อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 647 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งสิ้นประมาณ 9,605 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 18 อำเภอ คือ อำเภอเมืองสกลนคร อำเภอกุสุมาลย์ อำเภอกุดบาก อำเภอ พรรณานิคม อำเภอวาริชภูมิ อำเภอส่องดาว อำเภอสว่างแดนดิน อำเภอวานรนิวาส อำเภออากาศอำนวย อำเภอบ้านม่วง อำเภอพังโคน อำเภอคำตากล้า อำเภอนิคมน้ำอูน อำเภอเต่างอย อำเภอโคกศรีสุพรรณ อำเภอเจริญศิลป์ อำเภอโพนนาแก้ว และอำเภอภูพาน
การเดินทาง

รถยนต์
จากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงหมายเลข 1 ถึงจังหวัดสระบุรี เลี้ยวขวาเข้าถนนมิตรภาพ (ทางหลวงหมายเลข 2) ผ่านจังหวัดนครราชสีมา แล้วเลี้ยวแยกเข้าทางไปอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ทางหลวงหมายเลข 2 ไปจนถึงบ้านท่าพระ แล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 23 ผ่านจังหวัดมหาสารคาม กาฬสินธุ์ ทางหลวงหมายเลข 213 เข้าสู่จังหวัดสกลนคร

รถประจำทาง
บริษัท ขนส่ง จำกัด และ บริษัทเอกชน มีรถประจำทางไปจังหวัดสกลนครทุกวัน ออกจากสถานีขนส่งสายตะวันออกเฉียงเหนือ ถนนกำแพงเพชร 2 ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2936 0657, 0 2936 1880, 0 2936 2852-66 www.transport.co.th

รถไฟ
การรถไฟแห่งประเทศไทย มีบริการรถไฟออกจากสถานีรถไฟหัวลำโพงไปลงที่จังหวัดอุดรธานีทุกวัน แล้วเดินทางต่อไปโดยรถประจำทางไปจังหวัดสกลนครอีกประมาณ 159 กิโลเมตร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หน่วยบริการเดินทาง สถานีรถไฟหัวลำโพง โทร. 1690, 0 2223 7010, 0 2223 7020 www.railway.co.th

ตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์สกลนคร

ตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์สกลนคร

จังหวัดสกลนคร จัดประกอบพิธีพลีกรรม ตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์
ณ บริเวณบ่อน้ำ “ภูน้ำลอด” วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร อำเภอเมืองสกลนคร อย่างเรียบร้อย สวยงาม และสมพระเกียรติ 

เที่ยวตามคำขวัญสกลนคร

เที่ยวตามคำขวัญ : สกลนคร

“พระธาตุเชิงชุมคู่บ้าน พระตำหนักภูพานคู่เมือง งามลือเลื่องหนองหาร แลตระการปราสาทผึ้ง สวยสุดซึ้งสาวภูไท ถิ่นมั่นในพุทธธรรม”

 พระธาตุเชิงชุมคู่บ้าน 

พระธาตุเชิงชุม เป็นพระธาตุเก่าแก่ สร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แต่นับเป็นปูชนียสถานสำคัญคู่บ้านคู่เมืองสกลนครมาแต่โบราณ ภายในประดิษฐานรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า 4 พระองค์

ภายในวิหารใกล้กับพระธาตุเชิงชุม เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อองค์แสนอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพนับถือและเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนในจังหวัดสกลนคร ทุกวันพระในตอนค่ำจะมีประชาชนมากราบไหว้พระธาตุและหลวงพ่อองค์แสนเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้จะมีการจัดงานนมัสการองค์พระธาตุเชิงชุมและหลวงพ่อองค์แสน ระหว่างวันขึ้น 9 ค่ำ – วันขึ้น 15 ค่ำ เดือนยี่ หรือราวเดือนมกราคมของทุกปี

📍 วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร
เปิดทุกวันตั้งแต่ 07.00-18.00 น.
ตั้งอยู่ที่ ถนนเจริญเมือง อ.เมือง จ.สกลนคร
พิกัด : https://goo.gl/maps/68L4Lrb6vjG2

 พระตำหนักภูพานคู่เมือง 

พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ ในคราวเสด็จแปรพระราชฐานเยี่ยมพสกนิกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ปัจจุบันหากไม่มีการเสด็จแปรพระราชฐาน ก็จะอนุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมได้ทุกวัน

พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของคนรักต้นไม้เลยทีเดียว เนื่องจากภายในบริเวณเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด โดยเฉพาะไม้ดอกจากป่าภูพาน เช่น ดุสิตา มณีเทวา และทิพย์เกสร ซึ่งจะมีให้ชมเฉพาะช่วงหน้าหนาวเท่านั้น

📍 พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์
เปิดทุกวันตั้งแต่ 09.00-16.00 น.
โทร. 042 714 499
ที่ตั้ง : ต.ห้วยยาง อ.เมือง จ.สกลนคร
พิกัด : https://goo.gl/maps/2CAoTvKt3So

 งามลือเลื่องหนองหาร 

หนองหาร เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังประโยชน์ในด้านการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และการทำประมง ซึ่งถือเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านในชุมชนรอบหนองหาร

บริเวณจุดชมวิวมีศาลาริมน้ำสำหรับพักผ่อนหย่อนใจอยู่หลายจุด มีสะพานคอนกรีตที่ยื่นออกไปยังเกาะกลางน้ำ เหมาะสำหรับเดินเล่นชมวิวและถ่ายรูป โดยเฉพาะในช่วงเวลาเช้าและเย็น

📍 จุดชมวิวหนองหาร
เปิดทุกวันตั้งแต่ 06.00-19.00 น.
ที่ตั้ง : ริมทางหลวงหมายเลข 22 หลักกิโลเมตรที่ 168 เส้นทางจากนครพนมเข้าตัวเมืองสกลนคร
พิกัด : https://goo.gl/maps/eTx3zAAbq2y

 แลตระการปราสาทผึ้ง 

“ปราสาทผึ้ง” คือสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชาตามคติความเชื่อทางพุทธศาสนา โดยปราสาทที่สร้างขึ้นนั้นมีการออกแบบให้มีลักษณะและลวดลายที่สวยงามคล้ายกับปราสาทบนสวรรค์ นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่า การสร้างปราสาทผึ้งเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว และยังเป็นการสร้างบุญกุศลร่วมกันในช่วงออกพรรษาอีกด้ว

ปราสาทผึ้งในปัจจุบันใช้ไม้ทำเป็นโครงรูปทรงปราสาท แล้วหล่อขี้ผึ้งเป็นลวดลายประดับตามส่วนต่างๆ ของปราสาท

ทุกปีชาวบ้านจากหมู่บ้านต่างๆ จะนำปราสาทผึ้งที่พร้อมใจกันสร้างและตกแต่งอย่างสวยงาม มาประกวดกัน ณ สนามมิ่งเมือง จากนั้นจะแห่ไปตามถนนในเขตเทศบาลเมืองสกลนคร และไปสิ้นสุดที่วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร

งานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง จัดขึ้นในช่วงวันออกพรรษา ระหว่างวันขึ้น 12 – 15 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี ณ สนามมิ่งเมือง และวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร อ.เมืองสกลนคร

สอบถามข้อมูลได้ที่
ททท. สำนักงานนครพนม โทร. 042 519 490-1

 สวยสุดซึ้งสาวภูไท 

ภูไท หรือ ผู้ไท เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่รองจากกลุ่มไทยลาว และมีจำนวนมากเป็นอันดับ 2 ของสกลนคร

สันนิษฐานว่าถิ่นเดิมของชาวภูไทนั้น อยู่บริเวณตอนกลางของมณฑลยูนนานในสาธารณรัฐประชาชนจีน ต่อมาได้อพยพเข้าไปอาศัยยังสิบสองจุไท หรือบริเวณลาวตอนเหนือ ส่วนในไทยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แถบลุ่มแม่น้ำโขง และแถบเทือกเขาภูพาน

ชาวภูไทมีศิลปะการแสดงที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์คือ การฟ้อนภูไท ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยเริ่มสร้างองค์พระธาตุเชิงชุม พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของชาวสกลนคร

ในปัจจุบันการฟ้อนภูไท นอกจากจะฟ้อนเพื่อบูชาพระธาตุเชิงชุมแล้ว ยังฟ้อนเพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เช่น พิธีเลี้ยงเจ้าปู่มเหศักดิ์ของชาววาริชภูมิ และใช้ในการฟ้อนต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองและในงานเทศกาลต่างๆ อีกด้วย

 

 ถิ่นมั่นในพุทธธรรม 

สกลนครเป็นดินแดนที่มีพระอริยสงฆ์มากที่สุดแห่งหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่ หลวงปู่มั่น หลวงปู่หลุย หลวงปู่ฝั้น และหลวงปู่วัน

วัดป่าสุทธาวาส เป็นสถานที่ที่หลวงปู่มั่นเลือกมาพักในยามอาพาธ เมื่อ พ.ศ. 2492 และท่านก็ได้มรณภาพที่นี่

ภายในวัดมี พิพิธภัณฑ์หลวงปู่มั่น ซึ่งเป็นอาคารที่มีลักษณะเรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ สะท้อนถึงอุปนิสัยและการใช้ชีวิตอย่างสมถะของหลวงปู่มั่นได้เป็นอย่างดี

ภายในเป็นที่เก็บรักษาอัฐิธาตุของหลวงปู่มั่น และมีหุ่นขี้ผึ้งของท่านในท่านั่งขัดสมาธิ มีการจัดแสดงเครื่องอัฐบริขาร รวมทั้งประวัติของหลวงปู่มั่นตั้งแต่เกิดจนมรณภาพอีกด้วย

📍 วัดป่าสุทธาวาส
เปิดทุกวันตั้งแต่ 07.00-18.00 น.
ที่ตั้ง : ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร
พิกัด : https://goo.gl/maps/MJij9vDhThz

 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.facebook.com/TATContactcenter/

TAT Contact Center เพื่อนร่วมทาง